โซลชา แก้ปัญหา ผีแดง ภารกิจใหม่ ปรับทัพ ก่อนเริ่มซีซั่นใหม่

0
145
views
โซลชา แก้ปัญหา ผีแดง

หลังจากประกาศแต่งตั้ง โซลชา แก้ปัญหา ผีแดง เป็นผู้จัดการทีมด้วยสัญญา 3 ปี ก็ประเดิมเกมแรกอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

โซลชา

ผลปรากฏว่าการแข่งขัน ไม่ได้ออกมาน่าประทับใจอย่างที่ใครๆ คาดหวังกันเอาไว้ แม้ว่าสุดท้ายผลจะจบลงด้วยการชนะ 2-1 เก็บ 3 คะแนน ทำแต้มขึ้นไปเทียบเท่า ท็อนตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทีมอันดับ 3 ชั่วคราวก็ตาม แต่หลายๆ ฝ่ายที่ได้ดูเกมๆ นี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่

สืบเนื่องจากสถิติต่างๆ ที่ออกมา วัตฟอร์ด ผู้มาเยือน ดูเหนือกว่าเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงเวลา 90 นาทีในคืนวันเสาร์ ตามเวลาบ้านเรา ทั้งๆ ทั่วผู้เล่นก็กลับมาพร้อมใช้งานกันแทบจะทุกคน ขาดก็แต่แข้งค่าเหนื่อยแพงที่สุดของทีมคือ อเล็กซิส ซานเชซ ซึ่งเราก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ไม่มีดีกว่า

ปราการหลังเปลี่ยนเซ็นเตอร์เป็น ฟิล โจนส์ และ คริส สมอลลิ่ง แบ็กขวาซ้ายเหมือนเดิม กองกลางจัดเต็ม เนมานย่า มาติช, อันเดร เอร์เรร่า และ ปอล ป็อกบา แดนหน้า โซลชา เลือกส่ง ฆวน มาต้า เป็นตัวจริงก่อน เจสซี่ ลินการ์ด ส่วนคู่หน้าก็ยังคงเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

เล่นไปเล่นมา ดูเป็นรองอย่างชัดเจน สิ่งที่น่ายกย่องคือทัพ “แตนอาละวาด” เตรียมตัวรับมือมาอย่างดี ทำให้พวกเขาไม่ได้เป็นรองในเกมนี้เลย ปัญหาหลักๆ ของ “ปีศาจแดง” มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน สิ่งที่ยังแก้ไม่ตก คล้ายกับปัญหาภายในทีมของเชลซีตอนนี้ ที่ก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ผู้เป็นกุนซือต้องจัดการให้ทันก่อนเริ่มซีซั่นหน้า

ความเป็นทีมเวิร์ค

ทีมเวิร์ค

นักเตะชุดนี้ เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว ยาวมาจนถึงท้ายฤดูกาล จริงอยู่ที่ทีมเพิ่งจะหา 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ลงตัวในยุคของกุนซือชาวนอร์เวย์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่นี่ก็ยังมีการจ่ายบอลไม่ตรง ประสานงานกันไม่ลงตัว คนหนึ่งไปซ้าย คนหนึ่งไปขวาอยู่เป็นประจำ สิ่งที่สำคัญคือมันทำให้ทีมต่อบอลครองบอลกันไม่ได้ จึงมักทำให้คู่แข่งเอาบอกไปครองได้อยู่บ่อยๆ

ซึ่งแน่นอนว่าพอฝ่ายตรงข้ามได้บอล มันก็เป็นชนวนที่จะทำให้ทีมเสียประตู สิ่งที่สำคัญมันก็มาจากการที่พวกเขาเสียบอลเองนั่นแหละ พอพูดถึงเรื่องทีมเวิร์ค มันก็โยงเข้ามาถึงเรื่องความสามารถเฉพาะตัว หรือทักษะนักเตะด้วย การจ่ายบอลกันไม่ตรง เปิดหรือโยนไม่แม่น เซนส์การตัดสินใจในแต่ละช็อตทั้งเวลามีบอล และไม่มีบอลครองอยู่กับตัวเอง มันเป็นเรื่องที่เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็ก

มันจึงสรุปได้ว่านอกจากที่จะไม่มีความเป็นทีมเวิร์คกันแล้ว ยังขาดทักษะสำคัญที่เป็นทักษะพื้นฐาน ทั้งเรื่องการจ่ายบอล และการเคลื่อนที่มันมีจังหวะหนึ่งที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล จ่ายบอลตัดกองหลังทั้งแผง ให้ ลุค ชอว์ ที่ทะลุไปถึงเส้นหลัง ข้าหน้ามี แรชฟอร์ด รออยู่ แต่ลุคชอว์กลับเปิดย้อนหลัง แทนที่แบ็กซ้ายเลือดผู้ดี ที่มีทั้งเวลาและจังหวะในตอนนั้น

จะเลือกจ่ายเหลื่อมไปข้างหน้าระหว่าง แรช กับผู้รักษาประตู เบน ฟอสเตอร์ ของทีมเยือน เพื่อให้กองหน้าเพื่อนร่วมชาติเข้าชาร์จ แต่กลับจ่ายย้อนมาทางเท้าซ้าย จริงอยู่ที่ลูกนั้นมันยากที่ แรชฟอร์ด จะยิงได้ เพราะโดนประกบ สุดท้ายบอลที่เปิดเข้ามาก็โดนเคลียร์ทิ้งไป แต่ลองคิดดูง่าถ้าแรชฟอร์ด ไม่มีตัวประกบ แล้ว ชอว์ จ่ายย้อนหลังมาแบบนั้น เขาก็จะต้องใช้จังหวะแต่งบอลเข้ามายิง หรือถ้าจะตวัดยิงย้อนหลังมาเลย โอกาสที่จะยิงไม่เข้า มันก็มีสูง

การเล่นสไตล์นี้ เป็นลูกถนัดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลยนะครับ ซึ่งถ้าใครได้ชมลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เล่นจังหวะแบบนี้ โอกาสที่จะเป็นประตูมีสูงมากทีเดียว ยังดีที่ ชอว์ มาแก้ตัวได้จากลูกวางบอลยาวสุดแม่น ไปให้ แรชฟอร์ด ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ได้ แต่สิ่งอื่นๆ ที่ต้องแก้ไขก็เป็นอะไรที่ โซลชา และทีมสตาฟฟ์ จะต้องนำไปปรับจูนกันต่อไป

ทักษะการเอาตัวรอดเมื่อถูกกดดัน

ทักษะเอาตัวรอด

สิ่งที่เป็นปัญหาของ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกหนึ่งอย่างคือเรื่องการเอาตัวรอด เมื่อโดนเพรสซิ่งหนักๆ พวกเขาก็จะมีปัญหาทันที ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว นักเตะแนวรุกของทีมนั้นก็มีสกิลการเลี้ยงบอลที่ค่อนข้างดี แต่ในรายเกมรับ ตั้งแต่มิดฟิลด์ (ไม่นับ ป็อกบา) ลงไปถึงกองหลังทั้ง 4 ไม่ได้มีสกิลการหลบหลีกที่ดีเท่าไหร่นัก จุดนี้เห็นชัดเจน

แต่ในรายของ แรชฟอร์ด, มาร์กซิยาล, ลินการ์ด หรือ อเล็กซิส กลับแก้ไขเอาตัวรอดได้ไม่ดีเหมือนกัน ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากทีมเวิร์คที่มักจะไม่ช่วยกันเคลื่อนที่ ทำให้คนที่มีบอล หาตัวจ่ายยากขึ้น สุดท้ายก็เลยต้องผ่านบอลแบบขอไปที เมื่อถูกประกบเข้ามาใกล้ พอมันจวนตัวหลายๆ จังหวะ ก็เลยกลายเป็นเสียบอล เป็นเหตุให้เล่นกันได้ยากขึ้น

ถ้าเราจะเห็นบรรดาทีมใหญ่ๆ สิ่งที่เป็นจุดแข็งของพวกเขาคือการเสียบอลยาก เวลาเจอกับทีมที่ต่ำชั้นกว่า เราจะเห็นกันเสมอว่าพอจบเกมสถิติการครองบอล พวกเขสจะเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีบางเกมที่แม้จะชนะ แต่เปอร์เซ็นต์การครองบอลกลับใกล้เคียงคู่แข่ง นี่เป็นจุดที่ โซลชา ต้องแก้โดยด่วน เพราะมันเกิดมานาน ตั้งแต่ยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล หรือ เดวิด มอยส์ แล้วด้วยซ้ำ

พละกำลังที่ถดถอย

พละกำลังที่ถดถอย

ถ้าใครได้ตามข่าวช่วงพักเบรกทีมชาติ คงจะทราบกันดีว่านักตเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พาเหรดกันถอนตัวทีมชาติกันเป็นกระบุง โดยเหลือแค่ 4 หน่อที่ไป และได้ลงสนาม ถือว่าเกมทีมชาติรอบนี้ “ปีศาจแดง” ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะได้พักเยอะพอสมควร ประกอบกับนักเตะตัวหลักก็กลับมาฟิตสมบูรณ์พร้อมใช้งาน แต่นี่อะไร กลายเป็นว่าแทบจะ 11 คนบนสนาม

เล่นกันได้อย่างป้อแป้ และไม่มีพละกำลังส่วนหนึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่า พวกเขาก็กรำศึกหนักกันมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลมาจนถึงปัจจุบัน เจอปัญหาบาดเจ็บกันก็บ่อย เลยทำให้ความฟิต มันไม่เต็มถังอย่างที่ควรจะเป็น แต่ส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลัก น่าจะเป็นการซ้อมที่เข้มข้นขึ้นของ โซลชา ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นกันในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ และสไตล์การเล่นบนสนาม ก็วิ่งสู้มากกว่าในยุคดังกล่าวเช่นกัน

จุดนี้ต้องเป็นหน้าที่ของฟิตเนสเทรนนิ่ง หรือสตาฟฟ์ต่างๆ ต้องปรึกษากันเพื่อแก้ไข เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นของทีมหลายๆ คนเล่นกับสบายใจ หรือที่แฟนบอลบ้านเราเรียกเดินเล่นกันมาตลอด ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนจังหวะของเกม รวมถึงการซ้อม นักเตะเลยยังไม่คุ้นชินจนนำไปปรับใช้ได้ ฉะนั้นในช่วงปรีซีซั่น หลังจากที่บรรดาแข้ง “ปีศาจแดง” กลับมาจากพักผ่อน

ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสู้ศึก พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า ซึ่งมันต้องไม่มีเหตุผลนี้กลับมาเล่นงาน เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้อีก ทีมอื่นๆ วิ่งเยอะกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไล่บอลเยอะกว่า ยูไนเต็ด แต่ทำไมพวกเขาถึงอยู่กันได้จนจบฤดูกาล แล้วทำไมทีมของ โซลชา จะทำแบบนั้นบ้างไม่ได้ล่ะ?

ผู้นำที่ดี

ผู้นำที่ดี

ปัจจุบัน กัปตันทีมชุดนี้คือ แอชลี่ย์ ยัง ซึ่งดูแล้วเขายังไม่ใช่คนที่จะมารับภาระในการกระตุ้นลูกน้อง แม้ว่าตัวเองจะเป็นคนที่อายุเยอะสุดในสนาม อ.ยัง เองด้วยผลงานส่วนตัว ยังไม่สามารถเอาตัวรอดได้เลยด้วยซ้ำ และเป็นหนึ่งนักเตะที่ผมมองว่าควรจะเปลี่ยนหาตัวใหม่ในตำแหน่งนี้เป็นคนแรก ในช่วงตลาดซื้อขาย เมื่อก่อน หรือทีมอื่นๆ ในปัจจุบัน ทีมที่มีผู้นำดี มักจะเปลี่ยนผลงานที่แย่ๆ บนสนาม ให้กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีขึ้น

จากเดิมได้กลางสนามเลย โดยไม่ต้องรอพักครึ่งให้กุนซือต้องมานั่งแก้เกม หรือพูดปลุกใจ เราจะเห็นบรรดาสุดยอดกัปตันอย่าง รอย คีน, จอห์น เทอร์รี่, สตีเว่น เจอร์ราร์ด ฯลฯ พวกที่มีชื่อว่าเป็นผู้นำ เป็นเสาหลักให้กับทีมได้ทุกๆ ครั้ง สไตล์แบบนั้น ไม่มีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในชุดนี้ ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าพอทีมตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง มักจะไม่สามารถเปลี่ยนโมเมนตั้มของทีมได้

ในขณะที่ถ้าเกมไหนเปิดหัวได้สวยอยู่แล้ว ก็จะเล่นกันได้ดีไปจนหมดเวลา โดยที่ไม่ต้องอาศัยภาวะผู้นำอะไรจริงๆ แล้วในทีมเองก็มีนักเตะหลายคนที่สามารถกระตุ้นแข้งรายอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ปอล ป็อกบา แต่รายนี้บางทีก็นำตัวเองไม่ได้เช่นกัน อีกคนก็คือ อันเดร เอร์เรร่า ที่มักจะมีความมุ่งมั่น มีสมาธิอยู่ในเกมเสมอ  แต่เขาจะสามารถพูดชักจูงคนอื่นๆ เป็นการกระตุ้นคนอื่นๆ ได้ด้วยหรือไม่นั้นอันนี้ผู้เขียนไม่ทราบแท้แน่ชัด

แต่มันก็เป็นอะไรที่น่าจะลองดู กัปตันทีม ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่นที่อาวุโสที่สุดในทีม, ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนที่อยู่กับทีมมานานที่สุด และไม่จำเป็นว่าจะเป็นสตาร์ที่ดังสุดในสโมสรเช่นกัน เพียงแต่ต้องเป็นคนที่สามารถนำทัพเดินไปได้ พูดแล้วเพื่อนๆ เชื่อฟัง หรือที่เรียกว่าเป็น “หัวโจก” ให้ทีมได้เท่านั้นเอง ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดสิ่งนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

มันถึงเวลาที่ โซลชา จะต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เหมือนกัน เพื่อสามารถแก้ไขจุดบกพร่องในเกมได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มันสายเกินไป แม้มันจะเป็นปัจจัยเล็กๆ ที่สุดท้ายมันจะไม่ได้สำคัญเท่ากับเรื่องอื่นๆ ที่เป็นต้นตอ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ในวันที่ออกสตาร์ทเกมไม่ดี กลับมาอยู่ในจังหวะของทีมตามเดิมได้เช่นกัน ยิ่งเป็นทีมที่มักจะเริ่มเกมไม่เปรี้ยงแบบ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยแล้ว ยิ่งต้องมี

สิ่งที่น่าดีใจคือในยามที่ทีมเล่นกันไม่ดีนัก แต่พวกเขายังคงสามารถเก็บ 3 คะแนนเข้ากระเป๋าได้ แต่มันก็ใช่ว่าเล่นไม่ดีแล้วจะทำแบบนี้ได้ทุกครั้ง ตัวอย่างก็มีให้เห็นมาแล้วกับ 2 แมตช์ที่ผ่ามา เล่นไม่ดี และสุดท้ายก็แพ้ จนตกรอบ เอฟเอ คัพ

นี่เป็นการบ้านกองโตที่ โซลชา แก้ปัญหา ผีแดง จะต้องนำไปแก้ไข ก่อนที่จะเริ่มซีซั่นหน้า เพื่อให้ทีมกลับมาอยู่ในระดับสโมสรลุ้นแชมป์อีกครั้ง และเพื่อให้ตัวเองได้อยู่เป็นกุนซือของทีมต่อไปจนครบสัญญา 3 ปี

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here