สเปอร์ส ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก เดินตาม สตุ๊ดการ์ท ม้ามืด บุนเดสลีกา

0
569
views
สเปอร์ส ขอเดินตาม

สเปอร์ส ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในโลกของฟุตบอล โดยมันมักจะมีทีมรองบ่อนบางประเภท ที่ถูกปรามาสเอาไว้อยู่เสมอว่าอาจ “ดีพอ” สำหรับการเป็นทีมชั้นนำ แต่ “ไม่ดีพอ” สำหรับการเป็นแชมป์ลีก!

สเปอร์ส ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก หลายๆ คนอาจเรียกทีมเหล่านี้ว่า “ทีมไร้ยีนส์ผู้ชนะ” พวกเขาไม่ได้มีปัญหาที่จะแกว่งตัวอยู่แถวๆ หัวตารางได้อยู่บ่อยๆ แต่กลับไม่มีวาสนาที่จะไปถึงจุดสูงสุด เช่น ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น , ชาลเก้ , ฟิออเรนติน่า , เซบีย่า , ฮาร์ท , นีซ , บราก้า และอีกหลายๆ ทีมของบรรดาลีกชื่อดังของยุโรป มีคุณสมบัติด้อยที่ว่านี้

สตุ๊ดการ์ท ชุดแชมป์ 2007

แม้กระทั่งทีมอย่าง บาเลนเซีย , นาโปลี หรือ โรม่า หากไม่นับยุคครองแชมป์ของ ราฟา เบนิเตซ , ฟาบิโอ คาเปลโล่ และ ดีเอโก้ มาราโดน่า พวกเขาต่างก็เคยมีสถานะเป็นแค่ไม้ประดับอยู่เป็นส่วนใหญ่ นี่คือหมวดหมู่กลุ่มของทีมที่ดูจะอาภัพมากที่สุด

ซึ่งต่างจากทีมในอีกกลุ่มหนึ่งอย่าง เลสเตอร์ , ไกเซอร์สเลาเทิร์น หรือ มงต์เปลิเย่ร์ ที่เซอร์ไพรซ์คว้าแชมป์ลีกสำเร็จจากจุดต่ำสุดของการที่ไม่เคยถูกคาดหวังอะไรมาก่อนเลย แม้กระทั่งโอกาสในการเกาะหัวตาราง! หลายครั้งหลายคราที่ “ทีมชั้นนำ” เหล่านี้มีโอกาสที่ดี , มีการออกสตาร์ทที่ดี , มีโอกาสที่ดี

แต่เหล่ากูรูผู้สันทัดกรณีทั้งหลาย ก็จะยกให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์ที่ “ไม่มีวัน” ได้แชมป์จริงๆ อยู่เรื่อยไป ชาลเก้ , เลเวอร์ , เซบีย่า ในหลายๆ ยุคก็เป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่ลึกๆ ในใจแล้ว พวกเรากลับไม่เคยเชื่อเลยสักนิดว่าพวกเขาจะดีพอถึงขั้นครองแชมป์ลีก

ท๊อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ก็นับได้ว่าอยู่ในข่ายนี้ด้วยเต็มๆ

สงครามแห่งการแย่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2018-19 ผู้คนส่วนใหญ่ต่างมองว่ามันเป็นการต่อสู่ขับเคี่ยวกันระหว่าง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เพียง 2 ทีมเท่านั้น

สเปอร์ส
สเปอร์ส ที่เกาะกลุ่มหัวตารางมาตลอด ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นทีมที่ดี และถึงแม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะมีแต้มตามหลัง “เรือใบ” และ “หงส์แดง” เพียงแค่ 5 แต้ม แต่ถึงกระนั้น….มันก็ยังไม่มีใครสนใจพวกเขา

ถึงกระนั้น ประวัติศาสตร์ก็เคยแสดงให้เห็นมาแล้วว่า “ตาอยู่แห่งโลกฟุตบอล” ไม่จำเป็นที่จะต้องจบลงด้วยความผิดหวังเสมอไป หนึ่งใน “ตาอยู่ผู้ยิ่งใหญ่” ที่เคยทำลายความเชื่อ ก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ลีกได้สำเร็จก็คือ เฟาเอฟเบ สตุ๊ดการ์ท

ทัพ “ม้าขาว” อาจมีรากฐานประวัติศาสตร์ไม่เป็นสองรองใคร แต่ถึงกระนั้น ช่วงระยะเวลาแห่งยุค 90 เรื่อยมาจนถึงยุคมิลเลเนี่ยม สตุ๊ดการ์ท ก็แปรสถานะเป็นเพียงแค่ทีมชื่อดังของ เยอรมัน ที่ไม่มีแววจะกลับมาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่อะไรได้อีก

จนกระทั่งการมาถึงของฤดูกาลแห่งความทรงจำ 2006-2007

ในห้วงเวลาที่ทีมตกอยู่ในสถานะแพแตก ต้องเสียทั้ง เควิน คูรานี่ , ฟิลลิปป์ ลาห์ม , อเล็กซานเดอร์ คเล็บ และกุนซือจอมขมังข์เวทย์ เฟลิกซ์ มากัธ มันไม่มีใครคาดหวังให้ สตุ๊ดการ์ท ต้องเดินหน้าคว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้น ขอเพียงแค่ประคองสถานะเกาะหัวตารางไปเรื่อยๆ มันก็น่าจะโอเคแล้ว

กุนซือคนใหม่นาม อาร์มิน เฟห์ ถูกนำตัวเข้ามา พร้อมกับนโยบายการผลักดันระบบแข้งเยาวชนอย่างเต็มที่ พ่วงกับจังหวะจะโคนที่ใช่! ก็ได้กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ สตุ๊ดการ์ท มีสุดยอดฤดูกาลแห่งความทรงจำได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยขุนพลเอกอย่าง ติโม ฮิลเดบรันท์ , เฟอร์นันโด ไมร่า , โรแบร์โต้ ฮิลแบร์ท , โธมัส ฮิตเซิ่ลสแพร์เกอร์ , มาริโอ โกเมซ , คาเคา พ่วงด้วยสำรอง ณ เวลานั้นอย่าง ซามี เคดิร่า , เซอร์ดา ทาสซี่ , คริสเตียน เกนท์เนอร์ , มาร์คุส บับเบิ้ล และ มาร์โก สเตรแลร์ ได้พาทัพ “ม้าขาว” ขึ้นชูถาดแชมป์ บุนเดสลีกา อย่างมีสีสันเร้าใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

อาร์มิน เฟห์

คล้ายๆ กับ สเปอร์ส ของ โปเช็ตติโน่ ในตอนนี้ – ในวันนั้นมันไม่มีใครเหลียวมอง สตุ๊ดการ์ท ถึงแม้ว่าการแข่งขันจะผ่านไปเกินครึ่งฤดูกาลแล้ว กราฟชีวิตของทัพ “ม้าขาว” อาจดูห่วยแตกกว่าด้วยซ้ำ เมื่อพวกเขาออกสตาร์ทเกมแรกของซีซั่นด้วยการแพ้ เนิร์นแบร์ก ยับเยิน 0-3 และทำผลงานลุ่มๆ ดอนๆ จนถึงปลายเดือน ส.ค. ที่พวกเขาแช่นิ่งอยู่เหนือแค่โซนตกชั้น!

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ สตุ๊ดการ์ท เกิดขึ้นในเกมที่พลิกนรกแซงชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน 3-2 ทั้งที่โดนนำไปก่อน 2-0 ต่อด้วยการตบทีมกลุ่มผู้นำอย่าง เลเวอร์คูเซ่น และ ชาลเก้ ซึ่งช่วยกระชากทีมขึ้นไปรั้งอันดับ 8 ของตารางในช่วงเดือน ต.ค. ในปีนั้น แต้มของ สตุ๊ดการ์ท เบียดบี้กับ ชาลเก้ และ เบรเมน ช่วงครึ่งซีซั่นหลัง

โดยเป็นทัพ “ม้าขาว” ที่พยายามเกาะแกะไปเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับที่ สเปอร์ส พยายามวิ่งไล่ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ในปีนี้ ความเหมือนอีกอย่างก็คือ สตุ๊ดการ์ท ยังต้องสูญเสียดาวยิงตัวเทพอย่าง มาริโอ โกเมซ จากอาการบาดเจ็บหัวเข่ายาว 2 เดือน เฉกเช่นเดียวกับที่ “ไก่เดือยทอง” ต้องเสีย แฮร์รี่ เคน ซึ่งปัญหาบาดเจ็บเป็นปัจจัยหลักของทีมที่จะลุ้นแชมป์

การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วง 8 เกมสุดท้าย โอกาสของ สตุ๊ดการ์ท เริ่มเลือนราง โดยมีแต้มตามหลังจ่าฝูง 7 คะแนน ใครจะไปเชื่อว่า 8 เกมสุดท้ายที่ว่านี้ สตุ๊ดการ์ท จัดการเดินหน้ากวาด 3 แต้มได้แบบเรียบวุธ สวนทางกับ ชาลเก้ , เบรเมน และ บาเยิร์น มิวนิค ที่ผลัดกันพลาดคนละทีสองที

สตุ๊ดการ์ท

เพียงแค่ 70 แต้มในตอนนั้น ก็เพียงพอที่จะส่งให้ แครองแชมป์ บุนเดสลีกา ได้แบบหักปากกาเซียนพังพาบไปทุกสำนัก

จากทีมชั้นนำที่ไม่มีใครให้ค่าถึงตำแหน่งแชมป์ สู่ตำแหน่งผู้ชนะโดยสมบูรณ์!

หลังจากนี้ คงไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ สเปอร์ส บ้าง ภารกิจของพวกเขายังคงหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะประเด็นเรื่องขุมกำลังแนวลึก ซึ่งตอนนี้ขาด เดเล่ อัลลี และ แฮร์รี่ เคน ไป

แฮร์รี่ เคน

แต่นี่ขนาดพิการแบบนี้ แต่ โปเช็ตติโน่ ก็ยังสามารถพา สเปอร์ส เก็บชัยได้รัวๆ 4 เกมซ้อนในบอลลีก โดย 3 ใน 4 เกมที่ว่านี้ เป็นการยิงประตูในช้วง 10 นาทีสุดท้ายล้วนๆ

– แซงชนะ ฟูแล่ม 2-1 จากประตูทดเจ็บของ แฮร์รี่ วิงค์

– แซงชนะ วัตฟอร์ด 2-1 จาก 2 ประตูของ ซน เฮือง มิน และ  ยอเรนเต้ ในนาทีที่ 80 และ 87

– เชือด นิวคาสเซิ่ล 1-0 จากประตูของ ซน เฮือง มิน นาทีที่ 83

สเปอร์ส ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก การกวาดแต้มในช่วงหลายเกมหลังสุด ไม่ได้เกิดขึ้นจากฟอร์มการเล่นที่ไฉไลอะไร หากแต่พวกเขาก็ยังเอาชนะได้ด้วยประสบการณ์ความเคี่ยวลากดิน และจังหวะจะโคนที่เป็นใจ

มันคือ 1 ในคุณสมบัติของทีมแชมป์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่จะมหัศจรรย์ถึงขั้นที่จะทำได้แบบเดียวกับ สตุ๊ดการ์ท ปี 2007 หรือไม่ ? มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบเราได้ครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here