Category Archives: กีฬาพื้นบ้านของไทย

ย่ำเงา

Published / by admin / Leave a Comment

สมัยผู้เขียนยังเป็นนักเรียน กิจกรรมหนึ่งที่ชอบเล่นกับเพื่อนเวลาลงสนามไปเรียนวิชาพละก็คือการไล่เหยียบเงาซึ่งกันและกัน ดูไปแล้วก็น่าจะเป็นแค่การละเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก ๆ ใช่ไหมครับ แต่ว่าที่จังหวัดลำปางเนี่ยเขานับเอาการเล่นแบบนี้มาเป็นกีฬาพื้นเมืองของเขาเลยทีเดียว และยังเป็นกีฬาที่เล่นกันตอนกลางคืนอีกด้วย เอ… เขาเล่นกันยังไงหนอ?
ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ชาวบ้านที่มาช่วยนวดข้าวหรือตำข้าวมักมีกิจกรรมมาเล่นกันเพื่อให้คลายความรู้สึกเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานตรงหน้า โดยให้ชื่อการละเล่นชนิดนี้ว่า “ย่ำเงา” ซึ่งใครก็สามารถลงเล่นด้วยได้ ไม่จำกัดเพศและวัย อีกทั้งยังไม่จำกัดจำนวนอีกด้วย สถานที่ก็คือบริเวณลานนวดข้าวหรือลานบ้านนั่นเอง กติกาก็ง่ายแสนง่าย คือมีการเลือกผู้ไล่ขึ้นมาคนหนึ่งเพื่อคอยไล่ย่ำเงาของคนที่เหลือ นี่เป็นเหตุผลที่เขาเลือกเล่นกันในคืนวันเพ็ญ เพราะแสงจันทร์จะส่องสว่างกว่าปกติ ทำให้เห็นเงาของผู้คนได้ง่าย คนไหนที่โดนย่ำเงาจะต้องกลายมาเป็นผู้ไล่ล่าคนต่อไป ส่วนคนไล่คนแรกก็จะกลายมาเป็นผู้หนี ผู้แพ้ก็คือคนที่ถูกย่ำเงาบ่อยครั้งที่สุด
ปัจจุบัน กีฬาย่ำเงา ก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงมาเป็นการเล่นอย่างอื่นที่ช่วยเพิ่มความสนุกตื่นเต้นยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การย่ำลูกโป่ง ที่ผู้เล่นทุกคนจะต้องผูกลูกโป่งเอาไว้ที่ข้อเท้าและคอยปกป้องเอาไว้ให้ดี ใครถูกเหยียบแตกก็ให้ออกจากกลุ่ม คนที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ

แข่งเรือ

Published / by admin / Leave a Comment

วิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนมักอยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำลำคลอง พาหนะที่ใช้ในการเดินทางจึงมักหนีไม่พ้นเรือ จึงมีการคิดกีฬาแข่งเรือขึ้นมาเพื่อใช้สร้างความสนุกสนานให้กับเทศกาลงานบุญต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การแห่องค์กฐินหรือองค์ผ้าป่าทางเรือ เป็นต้น ภายหลังจึงกลายเป็นประเพณีที่จะต้องจัดการแข่งเรือเป็นประจำทุกปีขึ้นด้วย โดยเลือกฤดูที่มีน้ำมากอย่างเดือนสิบถึงเดือนสิบสอง ซึ่งกีฬาแข่งเรือนี้มีบันทึกเป็นลายลักษณ์กันเลยทีเดียวว่ามีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโน่นแน่ะ จังหวัดที่มีการจัดแข่งเรือบ่อย ๆ มักมีพื้นที่ติดแม่น้ำหรือทะเล ยกตัวอย่างเช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี อ่างทอง จันทบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นต้น
กีฬาแข่งเรือเป็นที่นิยมของคนทุกชนชั้น ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับประชาชนทั่วไป เมืองไทยเราเคยนำการแข่งเรือหลวงมารับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติอยู่หลายครั้งหลายคราและสามารถเรียกเสียงชื่นชมได้ยกใหญ่ทุกคราวไป เพราะเรือของหลวงที่นำมาแสดงนั้นล้วนประดับประดาสวยงามตามศิลปะแบบไทยแท้น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนการแข่งเรือระดับชาวบ้านนั้นจะเน้นไปที่ความเร็วและแรงเป็นหลัก
กติกาในการแข่งเรือก็ไม่มีอะไรมากมาย เพียงแค่มีเรือกับฝีพายที่แข็งแรง มือเท้าว่องไว ก็สามารถสมัครมาลงแข่งกับเขาได้ ส่วนจะได้เป็นแชมป์หรือไม่นั้นก็อยู่ที่ว่าคุณจะเร็วกว่าคู่แข่งกลุ่มอื่นหรือเปล่า เพราะทีมที่มีความสามัคคีกันมากที่สุดและพายได้เร็วที่สุดเท่านั้นจึงจะได้รับชัยชนะ

อ้ายโม่ง

Published / by admin / Leave a Comment

มาดูกีฬาพื้นเมืองของทางภาคใต้กันบ้าง การละเล่นนี้เป็นที่นิยมกันในจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ชื่อว่า “อ้ายโม่ง” ที่แปลว่าหัวขโมย เนื่องจากเป็นการเล่นที่เลียนแบบมาจากนักย่องเบาทั้งหลายที่ชอบย่องขึ้นบ้านคนอื่นในยามวิกาลเพื่อโจรกรรมทรัพย์สิน แต่กลับถูกเจ้าของบ้านจับได้เลยโดนไล่ตีท่ามกลางความมืด และเพื่อความสมจริงจึงมีการนำผ้ามาผูกตาผู้ตีเอาไว้ด้วย เป็นการละเล่นที่ชาวบ้านชื่นชอบกันมากโดยเฉพาะเด็ก ๆ
ไม่มีบันทึกที่ไหนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “อ้ายโม่ง” ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใด หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2467 ก็พบว่าเกมการละเล่นนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอยู่แล้ว โดยนิยมเล่นในยามว่างหรือเวลาจัดงานรื่นเริงต่าง ๆ เช่นเดียวกับการละเล่นชนิดอื่น จำนวนผู้เล่นเกมในแต่ละรอบก็ไม่มากจนเกินไป เพียง 4 – 5 คนหรือมากกว่านิดหน่อย ซึ่งหนึ่งในนั้นจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ตีหรืออ้ายโม่งที่จะต้องถูกปิดตาและถือผ้าขาวม้าเอาไว้แทนอาวุธ
ในการเล่นอ้ายโม่งนั้น จะจำกัดบริเวณเอาไว้ด้วยการลากวงกลมขึ้นมาบนลานบ้าน ลานวัด หรือสนามหญ้าที่จะใช้เล่น เมื่อกรรมการให้สัญญาณ ผู้เล่นคนอื่นจะต้องส่งเสียงล้อเลียนอ้ายโม่งและคอยหลบหลีกการโจมตีให้ดี เนื่องจากอ้ายโม่งมองไม่เห็นทางจึงต้องมีคนช่วยบอกด้วยหากจะออกนอกวงกลม ใครถูกตีก็จะต้องกลายมาเป็นอ้ายโม่งแทน ผู้ที่รับบทอ้ายโม่งมากที่สุดจะถูกปรับแพ้ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามไม่ให้ผู้เล่นออกนอกวงหรือโดนตัวอ้ายโม่งด้วย ไม่เช่นนั้นจะต้องกลายมาเป็นอ้ายโม่งเช่นกัน

แข่งเกวียน

Published / by admin / Leave a Comment

กีฬาพื้นบ้านของไทยย่อมแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบไทย ๆ อย่างกีฬาที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ก็เช่นกัน สมัยก่อน เวลาเราต้องการเดินทางไกลจะต้องใช้บริการของยานพาหนะจำพวกเกวียนที่เทียมด้วยวัวหรือควาย เพื่อความสะดวกในการบรรทุกสิ่งของสัมภาระ รวมไปถึงทุ่นแรงในการเดินทางด้วย ดังนั้น “กีฬาแข่งเกวียน” จึงถือกำเนิดขึ้นมา จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของไทยพบว่า การแข่งเกวียนนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมาจนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราจะเลิกใช้พาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยสัตว์มาเป็นเครื่องยนต์แล้วก็ตาม บางท้องที่ก็ยังคงจัดให้มีการแข่งเกวียนขึ้นอยู่เนือง ๆ ส่วนหนึ่งก็เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมในอดีตและสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันหรือรับชมนั่นเอง
ชื่อของกีฬาระบุว่าเป็นการแข่งเกวียน แต่จริง ๆ แล้วหาได้ใช้เกวียนมาเป็นพาหนะในการลงแข่งไม่ เพราะเขาใช้คนที่ทำเป็นเกวียนแทน ดังนี้
– ผู้เข้าแข่งขันต้องมาเป็นคู่ โดยคนที่รับหน้าที่เป็นเกวียนมักจะตัวใหญ่กว่าอีกคนเพราะต้องใช้แรงมาก
– สถานที่แข่งคือสนามที่มีพื้นเรียบ เช่น สนามฟุตบอล หรือลานวัด ระยะทางประมาณ 20 – 30 เมตร
– ในจุดเริ่มต้น ผู้เล่นที่ร่างใหญ่กว่าโค้งตัวลงไปด้านหน้าในท่าวิดพื้น โดยมีผู้เล่นที่ร่างเล็กกว่าเกาะติดอยู่ด้านล่างในลักษณะใช้มือกอดคอ เท้ากอดเอว ให้ลอยตัวอยู่เหนือพื้น
– เมื่อกรรมการให้สัญญาณ ผู้เล่นแต่ละคู่จึงเริ่มคลานไปยังเส้นชัย ใครไปถึงก่อนเป็นผู้ชนะ ทั้งนี้ถ้าคู่ไหนหลุดออกจากกันให้ปรับแพ้ทันที
นอกจากเกวียนคนอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีการแข่งเกวียนเทียมสัตว์อีกด้วย ใครสนใจก็สามารถหาคลิปจากยูทูปมาชมกันได้