Category Archives: กีฬาพื้นบ้านของไทย

ตี่จับ

Published / by admin / Leave a Comment

จำได้ว่าสมัยเรียนประถม จะมีเด็กนักเรียนมาจับกลุ่มกันเล่นไล่จับในช่วงพัก ซึ่งเกมที่ผู้เขียนได้เล่นบ่อยที่สุดก็คือ “ตี่จับ” แต่ก็มักจะโดนจับได้เป็นคนแรก ๆ เสมอเพราะไม่ว่องไวเหมือนคนอื่นเขา การละเล่นชนิดนี้นับเป็นกีฬาพื้นเมืองอีกชนิดหนึ่งของบ้านเรา นิยมเล่นกันทั่วทุกภาคของประเทศ มักจัดให้มีการแข่งขันกันด้วยเวลามีงานเทศกาลต่าง ๆ หรือวันสำคัญจำพวกวันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หรืองานอื่น ๆ ที่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรื่นเริงให้กับงานนั่นเอง
กีฬาตี่จับนี้ จะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย จำนวนคนเท่าไหร่ก็ได้ จะมากหรือน้อยไม่ว่ากันขอแค่ให้มีจำนวนเท่ากันทั้งสองฝ่ายเป็นพอ ซึ่งปกติก็จะเล่นกันทีมละ 4 – 5 คนเสียเป็นส่วนใหญ่ วิธีการเล่นก็ง่าย ๆ คือฝ่ายรุกจะส่งสมาชิกคนหนึ่งข้ามไปไล่จับคนในทีมฝั่งตรงข้าม ระหว่างที่วิ่งก็ให้ส่งเสียง “ตี่” ไปด้วย พอเสียงใกล้หมดก็ให้รีบวิ่งกลับฝั่งของตน ผู้เล่นคนไหนโดนตี่จับก็จะต้องย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายไหนมีสมาชิกมากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ ทั้งนี้ กติกาการเล่นในแต่ละท้องที่อาจแตกต่างกันไปตามที่เห็นสมควร
ประโยชน์ที่ได้จากกีฬาชนิดนี้คือ เกิดการพัฒนาทางด้านกำลังกาย ความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และพัฒนาการทางด้านไหวพริบในเชิงหลบหลีกหรือหลอกล่อ ที่สำคัญคือทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะซึ่งเป็นหลักสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคมนั่นเอง

หมากสกา

Published / by admin / Leave a Comment

สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือเก่า ๆ อาจเคยเจอคำว่า “หมากสกา” มาบ้างแล้วว่าเป็นกีฬาระดับสูงที่ผู้ปกครองบ้านเมืองใช้ประลองกับเทวดาเลยทีเดียว นัยว่าเป็นเกมที่ต้องสมองขบคิดอย่างเอาจริงเอาจังกว่าเกมกระดานชนิดอื่น เนื่องจากกลวิธีการเล่นที่มีความซับซ้อนมากขึ้นนั่นเอง หากเทียบกับเกมกระดานของชาวต่างชาติก็อาจเทียบได้กับเกมแบ็กแกมมอน (Backgammon) กฎกติกาในการเล่นก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน แต่เนื่องจากหมากสกาเป็นเกมที่ต้องใช้ความคิดอันโดดเด่นของผู้เล่นจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมแพร่หลายกันนัก ผิดกับหมากกระดานชนิดอื่น
อุปกรณ์ในการเล่นสกานี้จะประกอบไปด้วยกระดาน, ตัวเดิน (ตัวสกา), ลูกเต๋า (ลูกบาศก์), กระบอกทอด และโก่งโค้ง (โกร่ง) วิธีการเล่นนั้นจะเล่นเป็นคู่ โดยมีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝั่งกระดาน คว่ำตัวสกาที่มุมขวาสุดของกระดานเอาไว้ 2 ตัว ที่เหลือก็เอาไปใส่ไว้ในช่องตรงกลางกระดานฝั่งผู้เล่นที่เรียกกันว่าหูช้าง จากนั้นก็ผลัดกันทอดบาศก์ โดยการใส่ลูกเต๋าลงในกระบอกทอดแล้วเทลงไปที่โกร่ง จากนั้นก็เดินไปตามแต้มที่ได้ ใครสามารถเดินตัวสกาไปครอบครองพื้นที่ฝ่ายตรงข้ามได้หมดก่อนเป็นฝ่ายชนะ โดยระหว่างการเดินหมากนั้น ผู้เล่นก็จะต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ มาคอยกันท่าศัตรูไม่ให้มายึดเมืองของตัวเองให้ได้
ปัจจุบันมีการทำกระดานสกาและอุปกรณ์ในการเล่นขึ้นมาวางขายอยู่ประปราย ให้ผู้ที่ต้องการศึกษากลวิธีการเล่นสามารถซื้อหามาฝึกฝนฝีมือกันได้ จัดเป็นกีฬาประเทืองปัญญาอีกชนิดหนึ่งของไทยเราที่สมควรได้รับการสนับสนุน

วิ่งช้อนมะนาว

Published / by admin / Leave a Comment

กีฬาพื้นบ้านของไทยที่มีลักษณะเหมือนการแข่งวิบากมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้ผู้เขียนขอเสนอกีฬาชนิดหนึ่งที่มีคนนำไปพลิกแพลงเป็นเกมกีฬาอย่างอื่นมากมาย นั่นก็คือ “วิ่งช้อนมะนาว” นิยมเล่นกันในภาคกลางของประเทศไทย มีการบันทึกเอาไว้ว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ปรากฏชื่อกีฬาชนิดนี้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนนายร้อยด้วย เนื่องจากเป็นกีฬาที่ผู้เล่นจะต้องใช้ความระมัดระวัง ใจเย็น และรอบคอบ นับเป็นวิธีการฝึกที่มีการสอดแทรกความสนุกสนานเข้าไปได้อย่างลงตัวจริง ๆ
วิธีการเล่นกีฬาวิ่งช้อนมะนาวก็ง่าย ๆ เหมือนชื่อนั่นแหละครับ กล่าวคือ นักกีฬาจะต้องนำช้อนมาตักมะนาวแล้วออกวิ่งไปยังเส้นชัย โดยมีข้อแม้ว่าห้ามทำมะนาวตก ไม่เช่นนั้นถือว่าแพ้ แต่ในบางท้องที่ก็อนุโลมให้ย้อนกลับไปตักมะนาวใหม่ที่จุดเริ่มต้นได้ ใครวิ่งถึงเส้นชัยก่อนถือเป็นผู้ชนะ ปกติแล้วจะเป็นการแข่งครั้งละหลาย ๆ คน แต่ก็มีให้เห็นกันประปรายที่ทำการแข่งทีละคนแล้วใช้การจับเวลามาเปรียบเทียบเอา เช่น รายการเกมโชว์ต่าง ๆ ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านสถานที่
ด้วยความสนุกสนานของเกมกีฬาชนิดนี้ จึงมีผู้ดัดแปลงการแข่งขันช้อนมะนาวไปเป็นช้อนอย่างอื่นที่สามารถใช้ช้อนตักได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่ ส้ม ลูกชิ้น และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่จะคิดกันขึ้นมา แม้กระทั่งการวิ่งช้อนน้ำไปใส่ภาชนะที่อยู่ตรงเส้นชัยให้ได้มากที่สุดก็เคยมีคนทำมาแล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต่างก็มีต้นแบบมาจากกีฬาวิ่งช้อนมะนาวทั้งสิ้น

หมากรุก

Published / by admin / Leave a Comment

วันนี้ขอกล่าวถึงกีฬาประเภทใช้สมองอย่าง “หมากรุก” กันดูบ้าง เพราะเป็นที่นิยมเล่นกันทุกชนชั้น ไล่ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาถึงประชาชนเดินดินกินข้าวแกง จัดเป็นการเล่นแบบไม่มีการแบ่งชนชั้นศักดินา ใครมีสติปัญญา รู้จักคิดละเอียดถี่ถ้วน ย่อมสามารถเล่นหมากรุกได้เหมือน ๆ กัน ในบันทึกเก่าแก่เขียนเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งอดีตกาล ครองเมืองสมัยนั้นมักใช้การเล่นหมากรุกทดสอบข้าราชบริพารอยู่เสมอ นอกจากจะเพื่อการบันเทิงแล้วยังเป็นการทดสอบไหวพริบและปัญญาของคนเหล่านั้นด้วย แสดงให้เห็นว่าคนเรายกย่องผู้ที่ชาญฉลาดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ด้วยความที่หมากรุกเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย การแข่งขันจึงเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานวัด งานศพ ฯลฯ ผู้ที่เป็นเจ้าภาพก็จะต้องจัดหากระดานหมากรุกมาไว้ให้แขกเหรื่อได้เล่นกันอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันละก็ นั่งโขกกันจนลืมเวลากันเลยทีเดียว นอกจากการแข่งขันแบบชาวบ้านร้านตลาดแล้ว หมากรุกยังมีการจัดประลองกันในระดับที่สูงขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ จังหวัด ระดับประเทศ และลามไปถึงระดับโลกอีกด้วย โดยมีการกำหนดกฎกติกาในการตัดสินเอาไว้พร้อมทั้งนับแต้มให้เห็นกันอย่างชัดเจน บางครั้งยังมีการถ่ายทอดสดให้ได้ดูกันทางโทรทัศน์เสียอีก
ปัจจุบัน มีผู้เชี่ยวชาญออกตำราสอนเล่นหมากรุกและเทคนิคพิเศษออกเผยแพร่กันมากมายทั้งที่เป็นหนังสือและอีบุ๊ค (ebook) แม้กระทั่งคลิปวีดิโอก็ยังสามารถหาชมกันได้ แต่สุดท้ายแล้ว ปัญญาและไหวพริบของผู้เล่นเองนั่นแหละที่จะเป็นตัวชี้ชัดลงไปว่ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน

ตะกร้อ

Published / by admin / Leave a Comment

หากพูดถึงกีฬาพื้นเมืองของไทยที่พวกผู้ชายนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มแล้วละก็คงไม่มีใครไม่คิดถึง “ตะกร้อ” ซึ่งเป็นกีฬาที่ชาวบ้านนิยมเล่นกันมานานแล้ว ชนิดที่ว่าพอแดดร่มลมตกก็ชักชวนกันไปเตะตะกร้อกันเลยทีเดียวเนื่องจากสามารถเล่นเป็นคู่หรือกลุ่มก็ได้ แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนเล่นก็สามารถเล่นคนเดียวได้เช่นกัน หลักสำคัญในการเตะตะกร้อคือการเลี้ยงลูกไม่ให้หล่นลงพื้นดิน วิธีคิดคะแนนก็คือการนับจำนวนครั้งที่เตะได้ก่อนตะกร้อตกพื้น ใครได้คะแนนมากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ
การเล่นตะกร้อของไทยมีหลายประเภท ที่เล่นกันเป็นทีมได้แก่ ตะกร้อวง, ตะกร้อลอดห่วง, ตะกร้อข้ามตาข่าย และตะกร้อชิงธง ส่วนที่เล่นแบบฉายเดี่ยวก็ได้แก่ ตะกร้อพลิกแพลง ซึ่งผู้เล่นจะต้องโชว์ลีลาสารพัดท่าเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ชม ในขณะที่เดาะตะกร้อไปด้วยในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสวมเสื้อผ้า เต้นรำ ตีลังกา และอื่น ๆ อีกมากมายแล้วแต่จะคิดพลิกแพลงกันไป มีข้อแม้เดียวที่ต้องทำให้ได้ก็คือสามารถเลี้ยงลูกได้นานกว่าคู่แข่งเท่านั้น คนที่ทำเวลาได้นานที่สุดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ
ทุกวันนี้ “ตะกร้อ” ได้กลายเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจและเริ่มนำไปเล่นกันบ้างแล้ว ทั้งยังได้รับสมญานามว่าเป็น Martial Arts แห่งวงการลูกบอล เพราะการผสมผสานกันของกีฬาวอลเลย์บอล ฟุตบอล แถมท้ายด้วยกังฟู ซึ่งประเทศที่ได้รับอิทธิพลของตะกร้อที่เด่น ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
เห็นทีคนไทยจะรอช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยด่วน ไม่เช่นนั้นตำแหน่งแชมป์อาจหลุดลอยไปอยู่ในมือประเทศอื่นก็เป็นได้!

แย้ลงรู

Published / by admin / Leave a Comment

กีฬาบนโลกนี้มีมากมายหลายประเภท ที่คุ้นหูคุ้นตากันดีก็มีมาก ที่ไม่เคยได้ยินและไม่เคยเห็นมาก่อนก็มีไม่น้อย วันนี้ผู้เขียนขอนำคุณผู้อ่านย้อนกลับสู่อดีตไปดูกีฬาพื้นบ้านของไทยชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “แย้ลงรู” หลายคนอาจเกิดทันกีฬาชนิดนี้หรือเคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่คาดว่าเด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักแล้ว
“แย้” เป็นชื่อสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์เดียวกับกิ้งก่า หาอาหารตามพื้นดินและอาศัยอยู่ในรูขนาดลึกประมาณ 1 ฟุต ชาวบ้านนิยมจับมาทำอาหารโดยการวางกับดักลักษณะเป็นบ่วงไว้ที่ปากรูของแย้ เมื่อมันถูกบ่วงรัดก็จะพยายามหนีลงรูเพื่อเอาตัวรอด จึงเป็นที่มาของเกมกีฬาชนิดนี้นั่นเอง
วิธีการเล่น จะมีการนำเชือกมาผูกเอวของผู้เล่นด้วยปลายเชือกด้านหนึ่ง จากนั้นก็นำปลายเชือกอีกด้านไปผูกติดกับเชือกของผู้เล่นคนอื่นที่ยืนหันหลังให้กัน โดยในการเล่นแต่ละครั้งจะประกอบไปด้วยผู้เล่นจำนวน 3 – 4 คน เมื่อผูกเชือกเรียบร้อยแล้วก็ให้ต่างคนต่างใช้แรงจากลำตัวดึงไปหาเส้นชัยที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง คล้ายกับการเล่นชักเย่อแต่ไม่ใช้มือจับเชือก ใครถึงเส้นชัยก่อนเป็นฝ่ายชนะ
กีฬาแย้ลงรูนี้นิยมเล่นกันในงานรื่นเริงประจำปี เช่น งานสงกรานต์ หรืองานเฉลิมพระชนมพรรษา ด้วยลักษณะการเล่นที่โดดเด่นและแตกต่างไปจากกีฬาทั่วไป ผสมผสานกับความสนุกตื่นเต้นและท้าทายทำให้ “แย้ลงรู” ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอันมาก

หมากฮอส

Published / by admin / Leave a Comment

ไม่ว่าชนชาติไหนในโลกต่างก็ยกย่องคนมีปัญญาทั้งนั้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมวงการกีฬาจึงบรรจุการละเล่นที่ต้องใช้สมองในการขบคิดและวางแผนอย่างมีระบบเข้ามารวมอยู่ด้วย วันนี้ ผู้เขียนขอเชิญคุณผู้อ่านทั้งหลายมาทำความรู้จักกับกีฬาประลองปัญญาอย่าง “หมากฮอส” กันให้มากขึ้นครับ
หมากฮอส จัดอยู่ในหมวดหมากกระดานชนิดหนึ่งที่ผู้เล่นจะต้องใช้ไหวพริบของตนจัดการกินหมากของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องหมากของตัวเองเอาไว้ด้วย กระดานหมากฮอสมักทำด้วยไม้ที่ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตีตารางแบ่งออกเป็นช่องเล็ก ๆ ด้านละ 8 ช่อง เมื่อลากเส้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะได้ตารางย่อย ๆ ด้านในทั้งสิ้น 64 ช่อง จากนั้นก็ทำการลงสีเข้มกับสีอ่อนสลับกัน ก็จะได้สีละ 32 ช่องพอดี ทั้งนี้ กระดานหมากฮอสอาจไม่จำเป็นต้องทำด้วยไม้เสมอไป ผู้เล่นอาจวาดตารางลงบนกระดาษหรือโต๊ะหินเพื่อใช้แทนกระดานของจริงก็ได้แล้วแต่ใครจะมีแนวคิดยังไง
ในการเล่นนั้น จะกำหนดให้ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายมีหมากคนละ 8 ตัว ซึ่งมีสีต่างกัน เช่น หากฝ่ายหนึ่งมีหมากสีขาว อีกฝ่ายก็จะต้องใช้หมากสีดำ เป็นต้น ส่วนกติกาการเล่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเล่นหมากฮอสแบบใด ใครกินหมากของคู่ต่อสู้ได้หมดก่อนถือเป็นผู้ชนะ หรือหากหมากยังไม่หมดกระดาน คู่ต่อสู้ก็หาทางไปไม่ได้แล้วก็ให้ถือว่าชนะได้เหมือนกัน
แถวนี้มีใครเล่นหมากฮอสเก่ง ๆ บ้างยกมือขึ้น!

ย่ำเงา

Published / by admin / Leave a Comment

สมัยผู้เขียนยังเป็นนักเรียน กิจกรรมหนึ่งที่ชอบเล่นกับเพื่อนเวลาลงสนามไปเรียนวิชาพละก็คือการไล่เหยียบเงาซึ่งกันและกัน ดูไปแล้วก็น่าจะเป็นแค่การละเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก ๆ ใช่ไหมครับ แต่ว่าที่จังหวัดลำปางเนี่ยเขานับเอาการเล่นแบบนี้มาเป็นกีฬาพื้นเมืองของเขาเลยทีเดียว และยังเป็นกีฬาที่เล่นกันตอนกลางคืนอีกด้วย เอ… เขาเล่นกันยังไงหนอ?
ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ชาวบ้านที่มาช่วยนวดข้าวหรือตำข้าวมักมีกิจกรรมมาเล่นกันเพื่อให้คลายความรู้สึกเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานตรงหน้า โดยให้ชื่อการละเล่นชนิดนี้ว่า “ย่ำเงา” ซึ่งใครก็สามารถลงเล่นด้วยได้ ไม่จำกัดเพศและวัย อีกทั้งยังไม่จำกัดจำนวนอีกด้วย สถานที่ก็คือบริเวณลานนวดข้าวหรือลานบ้านนั่นเอง กติกาก็ง่ายแสนง่าย คือมีการเลือกผู้ไล่ขึ้นมาคนหนึ่งเพื่อคอยไล่ย่ำเงาของคนที่เหลือ นี่เป็นเหตุผลที่เขาเลือกเล่นกันในคืนวันเพ็ญ เพราะแสงจันทร์จะส่องสว่างกว่าปกติ ทำให้เห็นเงาของผู้คนได้ง่าย คนไหนที่โดนย่ำเงาจะต้องกลายมาเป็นผู้ไล่ล่าคนต่อไป ส่วนคนไล่คนแรกก็จะกลายมาเป็นผู้หนี ผู้แพ้ก็คือคนที่ถูกย่ำเงาบ่อยครั้งที่สุด
ปัจจุบัน กีฬาย่ำเงา ก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงมาเป็นการเล่นอย่างอื่นที่ช่วยเพิ่มความสนุกตื่นเต้นยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การย่ำลูกโป่ง ที่ผู้เล่นทุกคนจะต้องผูกลูกโป่งเอาไว้ที่ข้อเท้าและคอยปกป้องเอาไว้ให้ดี ใครถูกเหยียบแตกก็ให้ออกจากกลุ่ม คนที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ

แข่งเรือ

Published / by admin / Leave a Comment

วิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนมักอยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำลำคลอง พาหนะที่ใช้ในการเดินทางจึงมักหนีไม่พ้นเรือ จึงมีการคิดกีฬาแข่งเรือขึ้นมาเพื่อใช้สร้างความสนุกสนานให้กับเทศกาลงานบุญต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การแห่องค์กฐินหรือองค์ผ้าป่าทางเรือ เป็นต้น ภายหลังจึงกลายเป็นประเพณีที่จะต้องจัดการแข่งเรือเป็นประจำทุกปีขึ้นด้วย โดยเลือกฤดูที่มีน้ำมากอย่างเดือนสิบถึงเดือนสิบสอง ซึ่งกีฬาแข่งเรือนี้มีบันทึกเป็นลายลักษณ์กันเลยทีเดียวว่ามีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโน่นแน่ะ จังหวัดที่มีการจัดแข่งเรือบ่อย ๆ มักมีพื้นที่ติดแม่น้ำหรือทะเล ยกตัวอย่างเช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี อ่างทอง จันทบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นต้น
กีฬาแข่งเรือเป็นที่นิยมของคนทุกชนชั้น ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับประชาชนทั่วไป เมืองไทยเราเคยนำการแข่งเรือหลวงมารับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติอยู่หลายครั้งหลายคราและสามารถเรียกเสียงชื่นชมได้ยกใหญ่ทุกคราวไป เพราะเรือของหลวงที่นำมาแสดงนั้นล้วนประดับประดาสวยงามตามศิลปะแบบไทยแท้น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนการแข่งเรือระดับชาวบ้านนั้นจะเน้นไปที่ความเร็วและแรงเป็นหลัก
กติกาในการแข่งเรือก็ไม่มีอะไรมากมาย เพียงแค่มีเรือกับฝีพายที่แข็งแรง มือเท้าว่องไว ก็สามารถสมัครมาลงแข่งกับเขาได้ ส่วนจะได้เป็นแชมป์หรือไม่นั้นก็อยู่ที่ว่าคุณจะเร็วกว่าคู่แข่งกลุ่มอื่นหรือเปล่า เพราะทีมที่มีความสามัคคีกันมากที่สุดและพายได้เร็วที่สุดเท่านั้นจึงจะได้รับชัยชนะ

อ้ายโม่ง

Published / by admin / Leave a Comment

มาดูกีฬาพื้นเมืองของทางภาคใต้กันบ้าง การละเล่นนี้เป็นที่นิยมกันในจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ชื่อว่า “อ้ายโม่ง” ที่แปลว่าหัวขโมย เนื่องจากเป็นการเล่นที่เลียนแบบมาจากนักย่องเบาทั้งหลายที่ชอบย่องขึ้นบ้านคนอื่นในยามวิกาลเพื่อโจรกรรมทรัพย์สิน แต่กลับถูกเจ้าของบ้านจับได้เลยโดนไล่ตีท่ามกลางความมืด และเพื่อความสมจริงจึงมีการนำผ้ามาผูกตาผู้ตีเอาไว้ด้วย เป็นการละเล่นที่ชาวบ้านชื่นชอบกันมากโดยเฉพาะเด็ก ๆ
ไม่มีบันทึกที่ไหนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “อ้ายโม่ง” ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใด หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2467 ก็พบว่าเกมการละเล่นนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอยู่แล้ว โดยนิยมเล่นในยามว่างหรือเวลาจัดงานรื่นเริงต่าง ๆ เช่นเดียวกับการละเล่นชนิดอื่น จำนวนผู้เล่นเกมในแต่ละรอบก็ไม่มากจนเกินไป เพียง 4 – 5 คนหรือมากกว่านิดหน่อย ซึ่งหนึ่งในนั้นจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ตีหรืออ้ายโม่งที่จะต้องถูกปิดตาและถือผ้าขาวม้าเอาไว้แทนอาวุธ
ในการเล่นอ้ายโม่งนั้น จะจำกัดบริเวณเอาไว้ด้วยการลากวงกลมขึ้นมาบนลานบ้าน ลานวัด หรือสนามหญ้าที่จะใช้เล่น เมื่อกรรมการให้สัญญาณ ผู้เล่นคนอื่นจะต้องส่งเสียงล้อเลียนอ้ายโม่งและคอยหลบหลีกการโจมตีให้ดี เนื่องจากอ้ายโม่งมองไม่เห็นทางจึงต้องมีคนช่วยบอกด้วยหากจะออกนอกวงกลม ใครถูกตีก็จะต้องกลายมาเป็นอ้ายโม่งแทน ผู้ที่รับบทอ้ายโม่งมากที่สุดจะถูกปรับแพ้ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามไม่ให้ผู้เล่นออกนอกวงหรือโดนตัวอ้ายโม่งด้วย ไม่เช่นนั้นจะต้องกลายมาเป็นอ้ายโม่งเช่นกัน