วิ่งชิงธง

Published / by admin / Leave a Comment

วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เดิมทีนั้นใช้ชื่อว่า “คนแล่น” ครั้นพอเข้ายุคกรุงศรีอยุธยาก็มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น วิ่งวัว วิ่งควาย วิ่งวัวควาย และวิ่งโคคน เมื่อมาถึงปัจจุบันจึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “วิ่งชิงธง” หรือ “วิ่งวัวคน” สันนิษฐานว่าน่าจะเลียนแบบมาจากการวิ่งแข่งของวัวควายตัวจริงนั่นเอง
กีฬาวิ่งชิงธงเป็นการแข่งขันประลองความเร็วในการวิ่ง ระยะทางกำหนดเอาไว้อยู่ที่ 100 เมตร นักกีฬาที่เข้าแข่งขันส่วนใหญ่จะเป็นเพศชาย มีทั้งการแข่งเดี่ยวรอบละ 2 คน และการแข่งทีม ซึ่งการแข่งแบบหลังนี้จะประกอบไปด้วยผู้เข้าแข่งขันทีมละ 9 คน เวลาออกวิ่งจะต้องจับมือกันไปด้วย ดังนั้นในการแข่งทีมจึงมีการนักกีฬาที่มีฝีเท้าไม่ต่างกันมากนัก เพื่อที่การทรงตัวของผู้เข้าแข่งขันจะได้ไม่เกิดการสะดุดนั่นเอง
เพื่อให้เหมือนกับการแข่งวิ่งวัว ผู้เข้าแข่งขันจะต้องถูกผูกเชือกไว้ที่เอวแล้วล่ามกับเสาที่จุดเริ่มต้น เมื่อกรรมการให้สัญญาณและตัดเชือกจึงออกวิ่งให้สุดฝีเท้าเพื่อไปชิงธงที่ปักอยู่ที่เส้นชัย แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถคว้าธงเอาไว้ได้ในเวลาเดียวกัน ก็ให้ตัดสินจากตำแหน่งมือที่จับธง ตำแหน่งของใครอยู่สูงกว่าก็จะได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะ
กีฬาชนิดนี้นิยมเล่นกันตามงานวัดหรือวันตรุษ วันสงกรานต์ และงานประจำปีต่าง ๆ สถานที่จะต้องเป็นลานกว้างเช่นลานวัดหรือทางเกวียน เป็นกีฬาที่ให้ความสนุกสนานกับชาวบ้านที่เข้าร่วมงานเป็นอันมาก

วิ่งควาย

Published / by admin / Leave a Comment

ประเทศไทยเราเป็นเมืองเกษตรกรมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น ความสัมพันธ์กับสัตว์ที่ใช้แรงงานจำพวกวัว-ควายจึงค่อนข้างเหนียวแน่น บางบ้านมีความผูกพันกันเหมือนครอบครัวจริง ๆ เพราะสัตว์เหล่านี้ช่วยทำประโยชน์ให้พวกเขา ช่วยให้พวกเขามีข้าวกิน มีเงินซื้อหาของอุปโภคบริโภค ด้วยเหตุนี้จึงไม่นับเป็นการแปลกแต่ประการใด ที่ในบรรดากีฬาพื้นบ้านของไทยจะรวมการ “วิ่งควาย” เข้ามาด้วย
กีฬาวิ่งควาย เป็นกีฬาของไทยที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ส่วนจะมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นก็ไม่อาจทราบได้ หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบคือสมัยกรุงศรีอยุธยาโน่นแน่ะ
วิธีการแข่งขันก็เอาแบบลูกทุ่งนี่แหละ คือให้เด็กเลี้ยงควายขึ้นนั่งบนหลังควายของตัวเองที่จุดสตาร์ท เมื่อกรรมการให้สัญญาณจึงเร่งให้ควายออกวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงการแข่งขี่ม้าดูก็ได้ เพียงแต่เปลี่ยนจากม้ามาเป็นควายแทน และความสนุกของการวิ่งควายก็อยู่ตรงนี้แหละ ใครที่ทรงตัวไม่ดีก็มักตกลงมาหลังเริ่มการแข่งขันไม่นาน ควายบางตัวก็วิ่งออกนอกเส้นทางบ้าง วิ่งเข้าใส่คนดูบ้าง เป็นที่เอะอะเอ็ดตะโรกันยกใหญ่ ก็ครึกครื้นกันไปตามประสา แต่ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะไปเรียกร้องความรับผิดชอบจากใครหนอ…
ทุกวันนี้ กีฬาวิ่งควายก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ควายที่นำมาร่วมแข่งขันได้รับการปรับปรุงสายพันธ์มาโดยเฉพาะเพื่อให้วิ่งได้เร็วและทนขึ้น ว่าแต่ควายเนี่ยเขามีการออกใบเพ็ดดีกรีให้เหมือนกับสุนัขหรือเปล่าใครรู้บ้าง?

ว่าวไทย

Published / by admin / Leave a Comment

หากพูดถึงการละเล่นในช่วงหน้าร้อน ใครหลายคนคงนึกถึงว่าวกันเป็นแถว นั่นก็เพราะเป็นกีฬาที่เราเล่นกันมานานตั้งแต่สมัยสุโขทัยโน่นเลย “ว่าว” จึงเป็นสิ่งที่เราเห็นจนชินตา คุณผู้อ่านบางคนในที่นี้ก็น่าจะเคยเล่นมาก่อนเช่นกัน
ว่าวมีหลายชนิด มีชื่อเรียกต่างกันไปตามลักษณะของว่าวชนิดนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ว่าวจุฬา ว่าวอีลุ้ม ว่าวดุ๋ยดุ่ย และว่าวปักเป้า เป็นต้น ซึ่งว่าวชนิดที่คนไทยเรานิยมนำมาแข่งขันกันเป็นประจำกลายเป็นประเพณีในทุกวันนี้ก็คือ ว่าวจุฬากับว่าวปักเป้านั่นเอง นอกจากนี้ ว่าวทั้งสองชนิดยังได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของว่าวไทยอีกด้วย จริงหรือไม่ก็ลองคิดถึงว่าวในความคิดของคุณดูว่ามีรูปร่างอย่างไร คิดว่าส่วนใหญ่แล้วคงไม่พ้นว่าวจุฬาใช่ไหมล่ะครับ?
ส่วนประกอบของว่าวนั้นทำมาจากไม้ไผ่เป็นหลัก เพราะเมื่อถูกนำมาเหลาจนได้ขนาดแล้วจะมีความยืดหยุ่นสูง สามารถขึ้นโครงได้ตามต้องการ จากนั้นจึงนำกระดาษสามาตบแต่งเพื่อปิดช่องว่างของตัวโครง ใครที่มีหัวทางศิลปะมากหน่อยก็จะสามารถทำว่าวที่มีสีสันตระการตามากกว่าคนอื่น เรียกได้ว่าเอาไปอวดสาวได้เลยทีเดียว เรียบร้อยแล้วจึงผูกว่าวด้วยสายป่าน ซึ่งนักเลงว่าวบางคนที่ต้องการเอาชนะคู่ต่อสู้จะแอบเคลือบเส้นด้ายด้วยเศษแก้ว เพื่อเวลาว่าวใครเข้ามาใกล้จะได้ตัดสายป่านของฝ่ายนั้นให้ขาดไปได้อย่างง่ายดาย
การเล่นว่าวไม่ใช่ว่าจะเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะต้องอาศัยแรงลมและสถานที่โล่งกว้างเพื่อความสะดวกต่อการประคองว่าวให้ลอยตัวอยู่บนอากาศให้นานที่สุด

งูกินหาง

Published / by admin / Leave a Comment

เกมกีฬาพื้นเมืองของไทยอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ๆ ก็คือ “งูกินหาง” จำได้ว่าสมัยผู้เขียนยังเด็กมักถูกเพื่อนชวนไปเกาะเอวเล่นเกมนี้อยู่เลย เวลาหนีการไล่จับของฝ่ายตรงข้ามนี่มันทั้งตื่นเต้นและสนุกจนเพื่อน ๆ ร้องกรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่ บางทีวิ่งไปวิ่งมาแล้วเกิดสะดุดล้มก็ลากกันไปวัดพื้นกันทั้งแถวเลยก็เคยมาแล้ว
ต้นกำเนิดของ “งูกินหาง” มีมาตั้งแต่สมัยไหนไม่ทราบแน่ แต่จากบันทึกระบุไว้ว่า ในงานตรุษสงกรานต์ เมื่อปี พ.ศ. 2475 ก็พบว่ามีการเล่นงูกินหางกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยากันแล้ว วิธีการเล่นก็คือแบ่งคนออกเป็น 2 ทีม จะกี่คนก็ได้แค่ให้จำนวนเท่ากัน ส่วนมากจะมีประมาณ 6 – 8 คน จากนั้นก็ให้ยืนเกาะเอวกันไว้ คนสุดท้ายจะต้องเหน็บหางไว้ข้างหลัง เมื่อกรรมการให้สัญญาณ ทั้งสองทีมที่ยืนประจันหน้ากับก็จะเคลื่อนขบวนเข้ามาหาเพื่อแย่งหางของอีกฝ่าย ใครแย่งได้ก่อนเป็นฝ่ายชนะ ใครทำมือหลุดจากเอวเพื่อนเท่ากับงูตัวขาดให้ถือว่าแพ้ ใครทำหางหลุดลงพื้นก็ให้ปรับแพ้เช่นกัน
กีฬางูกินหางนี้เป็นการละเล่นที่เลียนแบบท่าทางการขยับตัวของงูที่มีลำตัวยาวและคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีการร้องรำทำเพลงประกอบด้วยคิดว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อไหน…” กันมาแล้ว น่าจะคุ้นหูไม่น้อย บางครั้งก็มีการแข่งขันกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย เรียกว่าพ่องูกับแม่งู สร้างความครื้นแครงให้งานเทศกาลต่าง ๆ ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นเลย

ตี่จับ

Published / by admin / Leave a Comment

จำได้ว่าสมัยเรียนประถม จะมีเด็กนักเรียนมาจับกลุ่มกันเล่นไล่จับในช่วงพัก ซึ่งเกมที่ผู้เขียนได้เล่นบ่อยที่สุดก็คือ “ตี่จับ” แต่ก็มักจะโดนจับได้เป็นคนแรก ๆ เสมอเพราะไม่ว่องไวเหมือนคนอื่นเขา การละเล่นชนิดนี้นับเป็นกีฬาพื้นเมืองอีกชนิดหนึ่งของบ้านเรา นิยมเล่นกันทั่วทุกภาคของประเทศ มักจัดให้มีการแข่งขันกันด้วยเวลามีงานเทศกาลต่าง ๆ หรือวันสำคัญจำพวกวันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หรืองานอื่น ๆ ที่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรื่นเริงให้กับงานนั่นเอง
กีฬาตี่จับนี้ จะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย จำนวนคนเท่าไหร่ก็ได้ จะมากหรือน้อยไม่ว่ากันขอแค่ให้มีจำนวนเท่ากันทั้งสองฝ่ายเป็นพอ ซึ่งปกติก็จะเล่นกันทีมละ 4 – 5 คนเสียเป็นส่วนใหญ่ วิธีการเล่นก็ง่าย ๆ คือฝ่ายรุกจะส่งสมาชิกคนหนึ่งข้ามไปไล่จับคนในทีมฝั่งตรงข้าม ระหว่างที่วิ่งก็ให้ส่งเสียง “ตี่” ไปด้วย พอเสียงใกล้หมดก็ให้รีบวิ่งกลับฝั่งของตน ผู้เล่นคนไหนโดนตี่จับก็จะต้องย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายไหนมีสมาชิกมากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ ทั้งนี้ กติกาการเล่นในแต่ละท้องที่อาจแตกต่างกันไปตามที่เห็นสมควร
ประโยชน์ที่ได้จากกีฬาชนิดนี้คือ เกิดการพัฒนาทางด้านกำลังกาย ความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และพัฒนาการทางด้านไหวพริบในเชิงหลบหลีกหรือหลอกล่อ ที่สำคัญคือทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะซึ่งเป็นหลักสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคมนั่นเอง

หมากสกา

Published / by admin / Leave a Comment

สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือเก่า ๆ อาจเคยเจอคำว่า “หมากสกา” มาบ้างแล้วว่าเป็นกีฬาระดับสูงที่ผู้ปกครองบ้านเมืองใช้ประลองกับเทวดาเลยทีเดียว นัยว่าเป็นเกมที่ต้องสมองขบคิดอย่างเอาจริงเอาจังกว่าเกมกระดานชนิดอื่น เนื่องจากกลวิธีการเล่นที่มีความซับซ้อนมากขึ้นนั่นเอง หากเทียบกับเกมกระดานของชาวต่างชาติก็อาจเทียบได้กับเกมแบ็กแกมมอน (Backgammon) กฎกติกาในการเล่นก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน แต่เนื่องจากหมากสกาเป็นเกมที่ต้องใช้ความคิดอันโดดเด่นของผู้เล่นจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมแพร่หลายกันนัก ผิดกับหมากกระดานชนิดอื่น
อุปกรณ์ในการเล่นสกานี้จะประกอบไปด้วยกระดาน, ตัวเดิน (ตัวสกา), ลูกเต๋า (ลูกบาศก์), กระบอกทอด และโก่งโค้ง (โกร่ง) วิธีการเล่นนั้นจะเล่นเป็นคู่ โดยมีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝั่งกระดาน คว่ำตัวสกาที่มุมขวาสุดของกระดานเอาไว้ 2 ตัว ที่เหลือก็เอาไปใส่ไว้ในช่องตรงกลางกระดานฝั่งผู้เล่นที่เรียกกันว่าหูช้าง จากนั้นก็ผลัดกันทอดบาศก์ โดยการใส่ลูกเต๋าลงในกระบอกทอดแล้วเทลงไปที่โกร่ง จากนั้นก็เดินไปตามแต้มที่ได้ ใครสามารถเดินตัวสกาไปครอบครองพื้นที่ฝ่ายตรงข้ามได้หมดก่อนเป็นฝ่ายชนะ โดยระหว่างการเดินหมากนั้น ผู้เล่นก็จะต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ มาคอยกันท่าศัตรูไม่ให้มายึดเมืองของตัวเองให้ได้
ปัจจุบันมีการทำกระดานสกาและอุปกรณ์ในการเล่นขึ้นมาวางขายอยู่ประปราย ให้ผู้ที่ต้องการศึกษากลวิธีการเล่นสามารถซื้อหามาฝึกฝนฝีมือกันได้ จัดเป็นกีฬาประเทืองปัญญาอีกชนิดหนึ่งของไทยเราที่สมควรได้รับการสนับสนุน

วิ่งช้อนมะนาว

Published / by admin / Leave a Comment

กีฬาพื้นบ้านของไทยที่มีลักษณะเหมือนการแข่งวิบากมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้ผู้เขียนขอเสนอกีฬาชนิดหนึ่งที่มีคนนำไปพลิกแพลงเป็นเกมกีฬาอย่างอื่นมากมาย นั่นก็คือ “วิ่งช้อนมะนาว” นิยมเล่นกันในภาคกลางของประเทศไทย มีการบันทึกเอาไว้ว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ปรากฏชื่อกีฬาชนิดนี้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนนายร้อยด้วย เนื่องจากเป็นกีฬาที่ผู้เล่นจะต้องใช้ความระมัดระวัง ใจเย็น และรอบคอบ นับเป็นวิธีการฝึกที่มีการสอดแทรกความสนุกสนานเข้าไปได้อย่างลงตัวจริง ๆ
วิธีการเล่นกีฬาวิ่งช้อนมะนาวก็ง่าย ๆ เหมือนชื่อนั่นแหละครับ กล่าวคือ นักกีฬาจะต้องนำช้อนมาตักมะนาวแล้วออกวิ่งไปยังเส้นชัย โดยมีข้อแม้ว่าห้ามทำมะนาวตก ไม่เช่นนั้นถือว่าแพ้ แต่ในบางท้องที่ก็อนุโลมให้ย้อนกลับไปตักมะนาวใหม่ที่จุดเริ่มต้นได้ ใครวิ่งถึงเส้นชัยก่อนถือเป็นผู้ชนะ ปกติแล้วจะเป็นการแข่งครั้งละหลาย ๆ คน แต่ก็มีให้เห็นกันประปรายที่ทำการแข่งทีละคนแล้วใช้การจับเวลามาเปรียบเทียบเอา เช่น รายการเกมโชว์ต่าง ๆ ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านสถานที่
ด้วยความสนุกสนานของเกมกีฬาชนิดนี้ จึงมีผู้ดัดแปลงการแข่งขันช้อนมะนาวไปเป็นช้อนอย่างอื่นที่สามารถใช้ช้อนตักได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่ ส้ม ลูกชิ้น และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่จะคิดกันขึ้นมา แม้กระทั่งการวิ่งช้อนน้ำไปใส่ภาชนะที่อยู่ตรงเส้นชัยให้ได้มากที่สุดก็เคยมีคนทำมาแล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต่างก็มีต้นแบบมาจากกีฬาวิ่งช้อนมะนาวทั้งสิ้น

หมากรุก

Published / by admin / Leave a Comment

วันนี้ขอกล่าวถึงกีฬาประเภทใช้สมองอย่าง “หมากรุก” กันดูบ้าง เพราะเป็นที่นิยมเล่นกันทุกชนชั้น ไล่ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาถึงประชาชนเดินดินกินข้าวแกง จัดเป็นการเล่นแบบไม่มีการแบ่งชนชั้นศักดินา ใครมีสติปัญญา รู้จักคิดละเอียดถี่ถ้วน ย่อมสามารถเล่นหมากรุกได้เหมือน ๆ กัน ในบันทึกเก่าแก่เขียนเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งอดีตกาล ครองเมืองสมัยนั้นมักใช้การเล่นหมากรุกทดสอบข้าราชบริพารอยู่เสมอ นอกจากจะเพื่อการบันเทิงแล้วยังเป็นการทดสอบไหวพริบและปัญญาของคนเหล่านั้นด้วย แสดงให้เห็นว่าคนเรายกย่องผู้ที่ชาญฉลาดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ด้วยความที่หมากรุกเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย การแข่งขันจึงเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานวัด งานศพ ฯลฯ ผู้ที่เป็นเจ้าภาพก็จะต้องจัดหากระดานหมากรุกมาไว้ให้แขกเหรื่อได้เล่นกันอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันละก็ นั่งโขกกันจนลืมเวลากันเลยทีเดียว นอกจากการแข่งขันแบบชาวบ้านร้านตลาดแล้ว หมากรุกยังมีการจัดประลองกันในระดับที่สูงขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ จังหวัด ระดับประเทศ และลามไปถึงระดับโลกอีกด้วย โดยมีการกำหนดกฎกติกาในการตัดสินเอาไว้พร้อมทั้งนับแต้มให้เห็นกันอย่างชัดเจน บางครั้งยังมีการถ่ายทอดสดให้ได้ดูกันทางโทรทัศน์เสียอีก
ปัจจุบัน มีผู้เชี่ยวชาญออกตำราสอนเล่นหมากรุกและเทคนิคพิเศษออกเผยแพร่กันมากมายทั้งที่เป็นหนังสือและอีบุ๊ค (ebook) แม้กระทั่งคลิปวีดิโอก็ยังสามารถหาชมกันได้ แต่สุดท้ายแล้ว ปัญญาและไหวพริบของผู้เล่นเองนั่นแหละที่จะเป็นตัวชี้ชัดลงไปว่ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน

ตะกร้อ

Published / by admin / Leave a Comment

หากพูดถึงกีฬาพื้นเมืองของไทยที่พวกผู้ชายนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มแล้วละก็คงไม่มีใครไม่คิดถึง “ตะกร้อ” ซึ่งเป็นกีฬาที่ชาวบ้านนิยมเล่นกันมานานแล้ว ชนิดที่ว่าพอแดดร่มลมตกก็ชักชวนกันไปเตะตะกร้อกันเลยทีเดียวเนื่องจากสามารถเล่นเป็นคู่หรือกลุ่มก็ได้ แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนเล่นก็สามารถเล่นคนเดียวได้เช่นกัน หลักสำคัญในการเตะตะกร้อคือการเลี้ยงลูกไม่ให้หล่นลงพื้นดิน วิธีคิดคะแนนก็คือการนับจำนวนครั้งที่เตะได้ก่อนตะกร้อตกพื้น ใครได้คะแนนมากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ
การเล่นตะกร้อของไทยมีหลายประเภท ที่เล่นกันเป็นทีมได้แก่ ตะกร้อวง, ตะกร้อลอดห่วง, ตะกร้อข้ามตาข่าย และตะกร้อชิงธง ส่วนที่เล่นแบบฉายเดี่ยวก็ได้แก่ ตะกร้อพลิกแพลง ซึ่งผู้เล่นจะต้องโชว์ลีลาสารพัดท่าเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ชม ในขณะที่เดาะตะกร้อไปด้วยในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสวมเสื้อผ้า เต้นรำ ตีลังกา และอื่น ๆ อีกมากมายแล้วแต่จะคิดพลิกแพลงกันไป มีข้อแม้เดียวที่ต้องทำให้ได้ก็คือสามารถเลี้ยงลูกได้นานกว่าคู่แข่งเท่านั้น คนที่ทำเวลาได้นานที่สุดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ
ทุกวันนี้ “ตะกร้อ” ได้กลายเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจและเริ่มนำไปเล่นกันบ้างแล้ว ทั้งยังได้รับสมญานามว่าเป็น Martial Arts แห่งวงการลูกบอล เพราะการผสมผสานกันของกีฬาวอลเลย์บอล ฟุตบอล แถมท้ายด้วยกังฟู ซึ่งประเทศที่ได้รับอิทธิพลของตะกร้อที่เด่น ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
เห็นทีคนไทยจะรอช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยด่วน ไม่เช่นนั้นตำแหน่งแชมป์อาจหลุดลอยไปอยู่ในมือประเทศอื่นก็เป็นได้!

แย้ลงรู

Published / by admin / Leave a Comment

กีฬาบนโลกนี้มีมากมายหลายประเภท ที่คุ้นหูคุ้นตากันดีก็มีมาก ที่ไม่เคยได้ยินและไม่เคยเห็นมาก่อนก็มีไม่น้อย วันนี้ผู้เขียนขอนำคุณผู้อ่านย้อนกลับสู่อดีตไปดูกีฬาพื้นบ้านของไทยชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “แย้ลงรู” หลายคนอาจเกิดทันกีฬาชนิดนี้หรือเคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่คาดว่าเด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักแล้ว
“แย้” เป็นชื่อสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์เดียวกับกิ้งก่า หาอาหารตามพื้นดินและอาศัยอยู่ในรูขนาดลึกประมาณ 1 ฟุต ชาวบ้านนิยมจับมาทำอาหารโดยการวางกับดักลักษณะเป็นบ่วงไว้ที่ปากรูของแย้ เมื่อมันถูกบ่วงรัดก็จะพยายามหนีลงรูเพื่อเอาตัวรอด จึงเป็นที่มาของเกมกีฬาชนิดนี้นั่นเอง
วิธีการเล่น จะมีการนำเชือกมาผูกเอวของผู้เล่นด้วยปลายเชือกด้านหนึ่ง จากนั้นก็นำปลายเชือกอีกด้านไปผูกติดกับเชือกของผู้เล่นคนอื่นที่ยืนหันหลังให้กัน โดยในการเล่นแต่ละครั้งจะประกอบไปด้วยผู้เล่นจำนวน 3 – 4 คน เมื่อผูกเชือกเรียบร้อยแล้วก็ให้ต่างคนต่างใช้แรงจากลำตัวดึงไปหาเส้นชัยที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง คล้ายกับการเล่นชักเย่อแต่ไม่ใช้มือจับเชือก ใครถึงเส้นชัยก่อนเป็นฝ่ายชนะ
กีฬาแย้ลงรูนี้นิยมเล่นกันในงานรื่นเริงประจำปี เช่น งานสงกรานต์ หรืองานเฉลิมพระชนมพรรษา ด้วยลักษณะการเล่นที่โดดเด่นและแตกต่างไปจากกีฬาทั่วไป ผสมผสานกับความสนุกตื่นเต้นและท้าทายทำให้ “แย้ลงรู” ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอันมาก